Tuesday, 12 October 2010

Fresh Strawberry and Mascapone Tart

มีขนมมายั่วยวนคนกำลังทานเจค่ะ
(รวมทั้งตัวคนโพสต์ด้วย...แง)



เนื่องจากวันนี้มีนัดสัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ The Nation ที่ Bake Ministry Studio
เลยต้องทำขนมไว้ใช้สำหรับถ่ายรูปประมาณ 3 อย่าง
ทำไปก็กลืนน้ำลายไป อยากกินก็กินไม่ได้ เพราะกำลังกินเจอยู่ ช่างเป็นบททดสอบจิตใจที่หฤโหดซะจริงๆ !

วันนี้จะชวนมาทำหนึ่งในเมนูใหม่ ที่ใช้สัมภาษณ์ในวันนี้
Strawberry Mascapone Tart ค่ะ
ทำไม่ยาก แถมยังหอมหวาน นม เนย และวานิลลาสุดๆ (ไม่ได้ชิม แต่ดมเอา 555)
ยิ่งทานตัดกับซอสสตรอเบอรี่รสเปรี้ยว รับรอง ถูกใจทุกคนแน่ค่ะ

มาลุยกันเลยดีกว่า
Strawberry Mascapone Tart
สำหรับขนาดพิมพ์ทาร์ต ขนาด 9" ค่ะ

ส่วนผสม Tart
แป้งอเนกประสงค์ 1 1/4 ถ้วย
น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ
เกลือ 1/4 ช้อนชา
เนยจืดเย็น หั่นเป็นลูกเต๋า 7 ช้อนโต๊ะ (ประมาณ 105 กรัม)
ไข่แดง 1 ฟอง
กลิ่นวานิลลา 1/2 ช้อนชา
น้ำมะนาว 1/2 ช้อนชา
น้ำเย็นจัด 3 ช้อนโต๊ะ

1. นำเนยสดเย็น หั่นเป็นลูกเต๋าเล็กๆ ไปผสมกับแป้ง เกลือ น้ำตาล
สำหรับใครที่มี Food Processor ก็กดปั่นๆๆๆๆ จนกลายเป็นเหมือนทราย แต่ใครที่ไม่มี ก็ใช้ Pastry blender หรือมีด 2 เล่ม ฟันสลับกันไปมา ก็จะได้ผลลัพท์เหมือนกัน เหนื่อยกว่า (นิดนึง) แต่ประหยัดไฟ ช่วยลดโลกร้อน (เนอะ :P)

2. ใส่ไข่แดง กลิ่นวานิลลา น้ำมะนาว และน้ำเย็นจัดลงไป รวบแป้งเป็นก้อนเดียวกัน แล้วนวดๆๆ ให้เนื้อโดเนียนนิดหน่อย จากนั้นก็เอาพลาสติก wrap แป้งโดไว้ แล้วเอาไปแช่เย็นประมาณ 30 นาที - 1 ชั่วโมงค่ะ

3. เมื่อแป้งโดเย็นได้ที่แล้ว ก็นำออกมาจากตู้เย็น โรยแป้งที่โต๊ะ และที่ไม้คลึงนิดหน่อย จากนั้นก็รีดด..ด..ด แป้งให้กว้างกว่าขนาดพิมพ์ทาร์ตของเรา แล้วก็กรุแป้งโดลงไปในพิมพ์ทาร์ต

4. ใช้ส้อมจิ้มๆๆๆทาร์ตของเราให้ทั่ว แล้วเอาเข้าตู้เย็นอีกประมาณ 15-20 นาทีค่ะ
Tips การแช่เย็นทาร์ตก่อนนำเข้าอบ จะช่วยให้แป้งทาร์ตไม่หดตัวเมื่ออบเสร็จค่ะ

5. นำกระดาษฟอยล์มารองทาร์ตไว้ แล้วใช้ Pie Weight หรือถ้าใครไม่มี จะใช้เมล็ดถั่วเขียวแห้ง หรือข้าวสารแห้งมาถ่วง เพื่อไม่ให้แป้งพายของเราพองขึ้นมาระหว่างอบค่ะ



ถ้าใครที่ทำทาร์ตบ่อยๆ ซื้อ Pie Weight แบบเซรามิคมาใช้เลยก็คุ้มดีนะคะ สะดวกดี

6. นำเข้าทาร์ตเข้าอบที่ 180C เป็นเวลา 15 นาที หลังจากนั้นให้ยก pie weight ออก แล้วนำกลับเข้าไปอบต่ออีกประมาณ 10 นาที ก็เรียบร้อยค่ะ

และนี่คือตัวอย่างของคนที่ไม่รู้จะรีบไปไหน ไม่ยอมแช่แป้งทาร์ตก่อนนำเข้าไปอบ
ผลคือ หดดด....ดดดดด เหลือจึ๋งเดียว 55555

พักทาร์ตของเราไว้ให้เย็นสนิทก่อน แล้วมาทำ Masacapone filling กันค่ะ

Mascapone Filling
สตรอเบอรี่สด ล้างสะอาด ตัดขั้ว และหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ หรือชิ้นใหญ่ ตามชอบ 1 1/2 lb
น้ำตาลทราย 1/3 ถ้วยตวง
มาสคาโปเน่ชีส 1 lb
น้ำตาลไอซิ่ง1/4 ถ้วยตวง
น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ
ผิวมะนาวขูด (optional) 1/2 ช้อนชา
วานิลลา 3/4 ช้อนชา

มาสคาโปเน่ชีส จะเป็นถุงๆแบบนี้ค่ะ เหมาะสำหรับทำขนมที่ต้องการเนื้อครีมมี่นิดหน่อย ประเภททีรามิสุ อะไรอย่างนี้ รสจะออกมันๆหน่อย แต่กลิ่นและรสจะไม่แรงเท่าครีมชีส หรือชีสประเภทอื่น เหมาะกับการเอามาทำของหวาน หรือจะทำของคาวก็อร่อยดีค่ะ (เอามาใส่พิซซ่า แ้ล้วเอาไปอบ รับรองอร่อยเหาะเชียวววว)

1. ล้างตัดขั้วสตรอเบอรี่ แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กหรือชิ้นใหญ่ตามชอบเลยค่ะ แต่เราหั่นชิ้นใหญ่หน่อย ส่วนลูกไหนที่เล็กๆ ก็ไม่หั่นเลย เวลาเอามาราดซอสแบบเต็มๆลูก ดูแล้วสวยดี

2. เทน้ำตาลทราย 1/3 ถ้วยลงไปในสตรอเบอรี่ คลุกให้เข้ากัน แล้วทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที



3. ผสมมาสคาโปเน่ชีส น้ำตาลไอซิ่ง น้ำมะนาว ผิวมะนาวขูด และวานิลลา เข้าด้วยกัน แล้วตีเข้ากันจนขึ้นฟูค่ะ


Tips : เคล็ดลับความหอม หวาน อร่อย ของทาร์ตสูตรนี้ก็คือ Tahitian Vanilla ตัวนี้แหล่ะค่ะ
ปกติกลิ่นวานิลลาสังเคราะห์ทั่วไปจะให้แค่กลิ่น ซึ่งไม่หอมหวานชวนอร่อยเหมือนวานิลลาตัวนี้ เพราะวานิลลาจากเกาะตาฮิติตัวนี้ สกัดมาจากฝักวานิลลาแท้ที่ขึ้นบนเกาะตาฮิติ โดยฝักวาินิลลาของเกาะตาฮิติ จะมีความพิเศษเฉพาะตัว คือมีกลิ่นหอมหวานคล้ายผลไม้ประเภทเชอรี่ ต่างจากฝักวานิลลาจากเกาะมาดากัสการ์ ซึ่งจะเป็นกลิ่นหอมหวานแบบปกติทั่วไป

Tahitian Vanilla จะเหมาะกับการใส่ในขนมที่ไม่ต้องผ่านความร้อน อย่างเช่น ไอศครีม หรือวิปครีม ค่ะ เพราะถ้าไปผ่านความร้อนปั๊ป กลิ่นหอมหวานก็จะหายไปทันที น่าเสียดายยยย

เพราะงั้น ถ้าจะใส่ในขนมที่ต้องเอาไปอบต่อ ก็ใช้แบบมาดากัสการ์ จะเหมาะกว่าค่ะ


Tahitian Vanilla รวมถึงผลิตภัณฑ์ประเภทวานิลลาของ Neilsen massey นี้แหล่ะค่ะ เจ๋งสุด !

4. เมื่อ filling ของเราพร้อม ก็จัดการตักใส่ tart shell ที่เย็นแล้วของเราได้เลยค่ะ

5. ต่อไปก็เอาสตรอเบอรี่ที่เราคลุกน้ำตาลไว้ มาตั้งไฟ แล้วเคี่ยวจนซอสข้นขึ้น แล้วพักให้เย็นสนิท ก็เรียบร้อยค่ะ

6. เอาทาร์ต และซอสไปแช่ตู้เย็นจนเย็นเจี๊ยบบบบบบบบบบบบ ก็พร้อมเสริ์ฟแล้วล่ะค่า


ตัดล่ะนะ !

Bon Appetit ค่า !
xoxo

Monday, 27 September 2010

Bake Ministry's Studio is coming !

ในที่สุดก็เสร็จซักที !!

Bake Ministry's Studiooooo.o.o.o.o.o.o...



ใช้เวลากว่า 3 เดือน วิ่งวุ่นวนไปมาระหว่างงานราษฎร์และงานหลวง
เป็น ช่วง 3 เดือนที่เหนื่อย ต้องตบตีกับผู้รับเหมาอยู่หลายครั้ง (ถ้าพิศาล อัครเศรณีเป็นผู้กำกับ เราก็คงจะลงเอยกับผู้รับเหมาไปแล้ว 5555 )
แต่ก็มีความสุขที่สุดค่ะ เพราะในที่สุดความฝันของ Bake Ministry ก็เป็นจริง
ยะฮู้ !!

Bake Ministry's Studio ไม่ใช่ร้านขายขนม....แต่
วันไหนที่คุณอยากกินขนม ก็แวะเข้ามาได้ มาดูกันซิ ว่าัวันนี้เราทำขนมอะไรไว้แบ่งกันทานบ้าง?
หรือ วันไหนที่คุณอยากลองทำขนม ก็มาดูกันซิ ว่าขนมที่คุณทำจะออกมาเป็นยังไง ?

เพราะเราจะทำขนมเล่นกันที่นี่ทุกวันค่ะ รับรองว่ากลิ่นขนมจะตลบอบอวลไปทั้งตึกแน่ๆ

วันนี้ ขออนุญาตบันทึกเรื่องราว และขั้นตอนในการก่อสร้าง Bake Ministry's Studio ไว้เป็นที่ระลึกหน่อยนะคะ
มาดูกัน มาตื่นเต้น แล้วก็มาอ้วนด้วยกันดีกว่า นะ นะ นะ

July 2nd , 2010
Bake Ministry's Studio ของเราอยู่ที่ชั้น 3 ตึก Pikture Gallery
ซอยสุขุมวิท 49/1 หรือสังเกตง่ายๆ จะเห็นตึกสีน้ำเงิน ตั้งอยู่ตรงข้ามกับ Starbucks เลยค่ะ




Pikture Gallery เป็นตึกที่มีกิจกรรมให้เล่นสนุกสนานเยอะแยะเลยค่ะ เพราะเรามีทั้งคลาสเรียนศิลปะ สำหรับเด็ก และผู้ใหญ่ แล้วก็มี Work Shop อีกมากมาย รวมถึงยังมีนิทรรศการศิลปะหมุนเวียนไปเรื่อยๆด้วย
และ Baking Workshop จาก Bake Ministry ก็จะเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมในอนาคตด้วย เย่ =)

แรก เริ่มเดิมที ชั้น 3 ของเรานั้นแบ่งเป็นห้องเล็กๆอยู่หลายห้องค่ะ พอเราเข้าไปทำการยึดพื้นที่ ก็เลยต้องมีการปรัีบปรุงใหญ่ทั้งชั้น เริ่มจากการทุบผนังรวมห้องเล็กๆทั้งหลายให้เป็นห้องๆเดียวก่อน ซึ่งจากพื้นที่ทั้งหมด 5 ห้อง Bake Ministry ก็เหมาไปซะ 3 ห้อง สะใจกันไปเลย



ผู้รับเหมาเริ่มเข้ามาทำการกระชับพื้นที่ ทุบกำแพงกั้นห้อง และรื้อพื้นกระเบื้องเดิมออก

เราเลือกใช้กระเบื้องแกรนิโต้ เพราะเหมาะกับการใช้งานค่ะ โดนน้ำ โดนระเบิดก็ไม่เป็นไร ตอนแรกว่าจะปูพื้นไม้ แต่ถ้าโดนน้ำเข้าไป เราก็คงจะมีภูเขาอยู่กลางห้องเป็นแน่ (แล้วไม้ก็แพงด้วยยยย...)

July 15th , 2010
สองอาทิตย์แรกผ่านไปได้ด้วยดี ผู้รับเหมาทำงานต่อเนื่อง ไม่นานนัก เราก็ทำการปรับพื้นที่ส่วนใหญ่ และปูกระเบื้องเรียบร้อยทั้งชั้น

เป็นสีขาวทั้งหมด ก็ดูโล่ง สะอาดตาดีเหมือนกันเนอะคะ


หลังจากนั้นก็ทำการวางระบบไฟฟ้า และประปาทั้งหมด แล้วก็เริ่มขั้นตอนของการทาสี


เรา เลือกใช้สีน้ำตาลเป็นธีมหลัก เพราะอยากให้สีสตูดิโอออกมาดูเป็นขนมๆ ก็เลยเลือกเล่นสีน้ำตาลสองเฉด โดยเราเอา pantone ของ TOA มานั่งเทียบกันดู กว่าจะเลือกสีหลักทั้ง 2 สีออกมาได้ ก็เล่นเอามึนเหมือนกันค่ะ เพราะสีนั้นก็สวย สีนี้ก็สวย แล้วพอมารวมกันเป็นชาร์ตสีเยอะๆ มันก็เหมื๊อน...เหมือนกันไปหมด 5555

August 1st, 2010
สอง อาทิตย์ ผ่านไป หลังจากทาสีเสร็จ เราก็มัวแต่ไปเสียเวลาอยู่กับการเลือกซิ้งค์ หรืออ่างล้างจานเจ้าปัญหา เพราะเราจะใช้งานค่อนข้างหนัก แต่รสนิยมดันขัดกับการใช้งานอย่างรุนแรง ก็เลยมัวแต่เถียงกันไปมา ระหว่างซิ้งค์เซรามิคแบบวินเทจ อันสวยงาม เป็นที่ถูกใจของทุกฝ่าย แต่ลักษณะการใช้งานนั้นไม่เอื้ออำนวยเป็นอย่างมาก หรือจะซิ้งค์สแตนเลสแบบสำเร็จรูปอันสมบุกสมบัน เหมาะสำหรับการใช้งานที่สุด แต่ไม่ถูกใจ (เรื่องมาก =P)

สุดท้าย ก็เลยมาลงเอยที่การก่อเคาน์เตอร์ซิ้งค์ด้วยปูน แล้วเอาซิ้งค์สแตนเลสสำเร็จรูปมาประกอบเข้าไป เสียเงินเพิ่มอีกจนได้ งบบานนนนน แง๊ !


เราไปได้ ซิ้งค์ใหญ่และลึกสะใจ แถมยังลดราคากว่า 70% ยี่ห้อ Mex มาจากบุญถาวรค่ะ รีบคว้าไว้เชียวว

August 15th , 2010
ตัวการทำงบบานประการที่สองก็คือ โคมไฟ นี่เองฮ่ะ
เนื่อง จากจน แต่ไม่เจียม รายได้ต่ำ รสนิยมสูง โคมไฟธรรมดาๆไม่ถูกใจ ไปถูกใจโคมไฟ Jeeves & Wooster จาก P.G. Woodhouse's characters: Bertie Wooster and Reginald Jeeves ซะได้ ราคาเล่นเอาเหงื่อตก แต่มีความสุขทุกครั้งที่นั่งมอง อิอิอิ



August 30th , 2010
เมื่อ ตัวสตูดิโอส่วนใหญ่เรียบร้อยแล้ว ก็เริ่มขั้นตอนของการทำบานประตูกั้นห้องค่ะ งานนี้เราใช้อลูมิเนียมสีดำ ติดกระจก แล้วเราก็จะกลายเป็นตู้ปลา (พะยูน) ที่ใครผ่านไปผ่านมา ก็จะเห็นพะยูนทำขนมงก งก งก

แล้วพะยูนก็แบ่งห้องเป็นสองส่วน คือส่วนที่เป็นพื้นที่ทำงานทั่วไป และส่วนที่เป็นพื้นที่ครัว สำหรับทำขนมค่ะ

มองจากฝั่งของ Office เข้าไปที่ห้องครัว
September 1st,2010
หลังจากงานส่วนใหญ่เสร็จหมดแล้ว ก็เป็นขั้นตอนของการเก็บรายละอียดงานของผู้รับเหมาค่ะ ซึ่งเนี่ยะแหล่ะค่ะ สาเหตุของการล่าช้า เพราะอยู่ดีๆผู้รับเหมาของเราก็หายตัวไป โทรตามก็ไม่รับสาย หรือรับสาย แล้วสัญญาว่าจะมา แต่ก็ไม่มา เบี้ยวกันอย่างงี้ยู่หลยวันมากกกกกกก เล่นเอาเริ่มกุมขมับ เอาล่ะสิ จะทำยังไงกันดีล่ะืัทีนี้ ว๊ากกก !

ในที่สุดก็ตามตัวได้ค่ะ แต่ก็ใช่ว่าจะเรียบร้อย เพราะเฮียแกเล่นเก็บงานได้ชุ่ยมาก ไม่รู้จะเรียกว่าเก็บ หรือเขี่ยดี =( ต้องซัดกันอยู่หลายรอบ กว่าจะออกมาเรียบร้อยเป็นที่พอใจ เล่นเอาปวดหัวไปหลายวัน !!


September 15th , 2010
จากนั้นก็เป็นขั้นตอนของงานในส่วนเฟอร์นิเจอร์ค่ะ
เราสั่งต่อ island กับ oven cabinet และบานปิดซิ้งค์ล้างจาน รวมทั้งชั้นวางของ แบบ custom-made ค่ะ เพราะหาแบบที่ถูกใจ และตรงตามความต้องการใช้งานไม่ได้ (เรื่องมากอีกเช่นเคย) งานนี้โชคดีที่มีคนแนะนำช่างเฟอร์นิเจอร์ราคามิตรภาพ และผลงานชั้นยอดให้ เราก็เลยได้เฟอร์นิเจอร์เนี้ยบๆ สวยงาม มาประดับห้องครัว


งานนี้ทุลักทุเล และเป็นภาระให้กับช่างเฟอร์นิเจอร์มาก เพราะหินควอทซ์ที่เราเอามาทำ top ของ island นั้นแผ่นใหญ่มาก และ island เราก็ยักษ์ไม่แพ้กัน และด้วยความที่สตูดิโอเราอยู่ชั้น 3 จึงทำให้ช่างต้องแบกชิ้นส่วนต่างๆขึ้นมาประกอบกันในนี้แทน ต้องขอขอบคุณช่างทุกคนมากกกกกกเลยค่ะบานปิดซิ้งค์ และชั้นวางของก็เรียบร้อย
ติดที่จับประตูเข้าไป ก็เป็นอันเรียบร้อย ไปได้ที่จับแบบวินเทจนี้มาจากตลาดนัดใน CDC ค่ะ ฟลุคมาก เพราะมันเป็นของเก่า มีอยู่ไม่กี่ชิ้น บางชิ้นก็ไม่ครบคู่ด้วย หมดแล้วหมดเลย ราคาชิ้นละ 60 บาท เลยซื้อมา 6 ชิ้น ใช้ติดบานปิดซิ้งค์ไปแล้วสามชิ้น เหลืออีกสามชิ้น จะเอาไปทำอะไรดีนะ?
September 20th , 2010
ตอนแรกนึกว่าทุกอย่างจะเสร็จ
เรียบร้อยไปตั้งแต่ต้นเดือน แต่แล้วก็มีปัญหามาให้แก้อีกจนได้ เมื่อเตาอบของเรามีปัญหากับตู้เตาอบค่ะ ไม่รู้จะอะไรกันนักกันหนา ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการทำงานที่ช้า ยุ่งยาก และหลายขั้นตอนของช่างติดตั้งจาก Smeg ที่ต้องมาทั้งหมด 3 รอบ คือ มาส่งเตาครั้งนึง มาดูหน้างานครั้งนึง แล้วมาติดตั้งครั้งนึง ซึ่งกว่าจะมาได้แต่ละครั้ง ก็ต้องรอครั้งละอย่างน้อย 2-3 วัน แล้วพอมาถึง ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะต้องให้ช่างเฟอร์นิเจอร์แก้ขนาดตู้ พอแก้เสร็จ กว่าช่าง smeg จะมา ช่างเฟอร์นิเจอร์ก็ต้องรอกันอีกเงกกกกก ไม่เป็นอันทำอะไรกันพอดี เกรงใจที่สุด =(

สุดท้ายก็เลยตัดปัญหา ไม่อยากรอนานไปมากกว่านี้แล้ว เตาจะไม่ฟิตพอดีกับตู้ก็ช่างละ เอาให้ใช้งานได้เป็นพอ !
คิดในแง่ดีว่า เรามีช่องว่างระหว่างเตาไว้เก็บของเพิ่มก็แล้วกัน (นะ) 55555
September 25th ,2010
หลังจากตรวจและเก็บความเรียบร้อ
ยทุกอย่างพร้อมแล้ว ก็ถึงขั้นตอนการทำความสะอาดอันสุดแสนจะทรมานค่ะ การต้องมาเก็บเศษสิ่งก่อสร้าง คราบสีที่เลอะ คราบปูนที่เปื้อน ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ เล่นเอามึน แต่ก็สนุกดีค่ะ

สามพี่น้อง ช่วยกันปัด กวาด เช็ดถู กลับบ้านแทบจะสลบ คร่อกกกกกก


ในที่สุดก็เรียบร้อยซะที โอ๊ยยยยยยยยย ดีใจ =D
ขอฝาก Bake Ministry's Studio ไว้ในอ้อมใจด้วยนะค้าาาาาาาาาาา
แล้วเจอกันค่ะ
xxxx



Tuesday, 6 July 2010

Lucky Charms Cupcakes




เมื่อวันก่อนได้รับออเดอร์น่ารักๆมาค่ะ
โจทย์ที่ได้มาคือ

"แครอทคัพเค้ก ตกแต่งเป็น Lucky Charms"

พูดถึง Lucky Charms หรือ เครื่องราง และสัญลักษณ์ของความโชคดีแล้วล่ะก็
สิ่งแรกที่แว้บขึ้นมาบนหัวเลยคือ ใบ Clover 4 กลีบค่ะ

ว่ากันว่าใครพก Clover 4 กลีบติดตัวไำว้ จะทำให้โชคดี เพราะว่ามันหายากมาก
ตอนเด็กๆเวลาอ่านการ์ตูน ก็นึกสงสัยอยู่ ว่าทำไม Clover 4 กลีบมันจะหายากหาเย็นขนาดนั้นเชียว?
ถ้าเรามีโอกาสเจอต้น Clover เมื่อไหร่นะ จะหาแบบ 4 กลีบมาอวดให้ดู มันไม่ยากหรอก เชื่อสิ !

สิบกว่าปีต่อมา เพิ่งจะมีโอกาสได้พบเจอต้น clover แบบเป็นๆครั้งแรก ก็ตอนไปทำบุญที่วัดๆนึงค่ะ เดินผ่านดงเขียวๆไป เอ๊ะ....ลักษณะคุ้นๆ

เอ๊ยยย นี่มัน Clover นี่นา !
่ว่าแล้วก็นั่งหนึบอยู่ตรงฟุตบาทที่ลานวัดนั่นแหล่ะค่ะ ส่องดูอยู่ประมาณ 10 นาที
เหน็บกินก็แล้ว พระท่านก็คงนึกสงสัยว่าไอ้บ้านี่มานั่งส่องหาอะไรอยู่ได้

ไม่เจอ....ไม่มี....มีแต่ 3 กลีบ
มันหายากจริงๆด้วย !!!!!

ในเมื่อหาไม่เจอ งั้นเราก็กำหนดโชคลาภด้วยตัวเองซะเลย 5555

เมนูนี้ทำง่าย อร่อย แล้วก็น่ารักด้วยค่ะ แค่เลือกสูตรเค้กแครอทที่ตัวเองชอบ หรือจะเป็นเค้กอะไรก็ได้ แล้วมาย่อส่วนนำไปอบในพิมพ์คัพเค้กซะ จากนั้นก็ผสมสีที่บัตเตอร์ครีมตามชอบ แล้วก็วาดลงไปบนผืนกระดานแสนหวานนน ของเรา

สำหรับวันนี้จะทำใบ Clover กับ lady bug อีกหนึ่งสัญลักษณ์ความโชคดี
เพราะงั้นก็ผสมสองสี คือสีแดง กับสีเขียว แล้วละลายชอคโกแลตกานาชมาตัดเส้นเอาค่ะ


เอาคู่หูคู่เฮง แมลงเต่าทองมาเผยโฉมอีกตัว

เรียบร้อยยย


แพคลงกล่อง 9 ชิ้น ตัวเลขมงคลอีกตะหาก เหมาทุกทาง ฮ่าๆๆ
ขอให้ทุกคนเฮง เฮง เฮง นะคะ


Bon Appetit ka !